อีสานไกด์ ดอทคอม ค้นหา สารบัญเว็บอีสาน ข่าว หาเพื่อน ฟังหมอลำออนไลน์ โฮงมูลมังอีสาน ตลาดซื้อขาย ดูทั้งหมด



   หน้าแรกอีสานไทบ้าน | ประวัิติศาสตร์อีสาน | ตำนาน เรื่องเล่า | เที่ยวตามอำเภอใจ | วิถีชีวิตชาวอีสาน | อีสานไทบ้าน |
 

ประวัติตั้งเมืองกระมะลาไสย(อำเภอกลมลาไสย)

โพสต์เมื่อ 28 ม.ค 2557 11:46 น. ผู้ชม 4,561
ปรับขนาดตัวอักษร :
 
 

ความเป็นมาประวัติตั้งเมืองกระมะลาไสย(อำเภอกลมลาไสย)
เดิมนั้นยังไม่ได้มีฐานะเป็นเมือง ผู้คนก็คือกลุ่มที่อพยพเคลื่อนย้ายมาตั้งเมืองกาฬสินธุ์ด้วยกันนั่นเอง ต่อจากนั้นมา เมื่อเมืองกาฬสินธุ์ตั้งเป็นเมืองอยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดผิดพ้องหมองใจกัน เพราะการที่จะขึ้นเป็น พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองได้นั้นจะต้องเรียงกันตามลำดับเพราะอพยพมาด้วยกันหลายคน เช่น พระยาโสมพะมิต ท้าวหมาแพง เมืองแสนหน้าง้ำ เมืองแสนฆ้อนโป้ง ที่มาด้วยกัน

 

ในช่วงนั้นคนที่ขึ้นเป็นพระยาไชยสุนทร ก็เวียนกันไปตามลำดับ พอดีมาถึงช่วงหนึ่ง คือสมัย พระยาไชยสุนทร (กิ่ง) แทนที่ท่านจะให้ราชวงศ์ เลื่อนขึ้นมาเป็นอุปฮาด ท่านกลับแต่งตั้งน้องชายของท่านขึ้นเป็นอุปฮาด ส่วนผู้ที่เป็น ราชวงศ์ อยู่แล้วก็ให้คงเป็น ราชวงศ์ อยู่เช่นเดิม ซึ่งผู้ที่เป็นราชวงศ์ผู้นี้ ก็คือ พระราษฎรบริหาร (เกษ) ท่านจึงเกิดความไม่พอใจ จึงแยกตัวออกไปโดยนำครัวทั้งหลายทั้งปวงที่มาด้วยกันจากเวียงจันทน์นั้น มาตั้งเมืองใหม่ที่นี่ ที่กระมะลาไสยนี้ สาเหตุของการตั้งเมืองก็มีเพียงเท่านี้

 

การสืบต่อทายาท
เมื่อตั้งเมืองกระมะลาไสยขึ้น และเป็นเมืองชั้นสอง ตำแหน่งของเจ้าเมืองก็เป็นเพียงชั้นพระ คือ พระราษฎรบริหาร พอตั้งเมืองแล้วท่านก็ได้ตำแหน่ง พระราษฎรบริหาร (เกษ) เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรมแล้ว บุตรชายของท่านก็ได้เป็น พระราษฎรบริหาร (ทอง) สืบทอดต่อมา ช่วงหลังนี้ก็มาถึงสมัยที่ตั้ง เป็นมณฑล เป็นจังหวัด เป็นอำเภอ พระราษฎรบริหาร (ทอง) ท่านมีบุตรหลายคน และบุตรคนหนึ่งในจำนวนนี้คือ หลวงกมลาพิทักษ์ ซึ่งหลวงกมลาพิทักษ์นี้เป็นบิดาของ นายทองบ่อ บริหาร และนายทองบ่อ บริหารนี้เป็นบิดาของ นางสาวรำไร บริหาร (นางรำไพ อัมมะพะ ในปัจจุบัน)

 

เกี่ยวกับทำเลที่ตั้งเมืองกระมะลาไสย
แรกทีเดียวนั้น เมื่อแยกตัวออกมาจากเมืองกาฬสินธุ์ ก็คิดจะไปตั้งเมืองอยู่ที่บ้านเสมา แต่ที่บ้านเสมานี้ ภูมิประเทศจะไม่ค่อยเหมาะสม เพราะไม่มีแหล่งทำมาหากินมากเหมือนกับบริเวณที่เป็นเมืองกระมะลาไสย (ปัจจุบัน) และอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเมืองเก่า ถ้าท่านไปตั้งเมืองบริเวณนั้นก็จะทับเมืองเก่าลงไปอีก ท่านจึงย้ายถอยมา หรือจะว่ายกทางทางตะวันออกของเมืองเก่า มาตั้งอยู่บริเวณ ดงขามเฒ่า (ดงมะขามเฒ่า) บริเวณเมืองกระมะลาไสย นี้เดิมเรียกว่า ดงมะขามเฒ่า หรือดงขามเฒ่า ที่เขาเรียกกัน ต้นมะขามแต่เดิมก็ยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้างในส่วนที่เขายังไม่ตัดทำลาย อยู่ที่บริเวณหอมเหศักดิ์ เมื่อท่านมาตั้งอยู่ที่บริเวณนี้แล้ว ก็ยังคงมีอยู่บ้าง บางครัวที่อพยพมาพร้อมกัน และยังคงอยู่ที่เดิมนั้นไม่ย้ายตามท่านมาก็มี พวกนี้เป็นครัวใหญ่ เป็นต้นตระกูลบ้านก้อม กลุ่มต้นตระกูลของอาจารย์ถวัลย์ หาญไชยนะ

 

กระมะลาไสยนี้ก็จะมีน้ำปาว มีหนอง ด้านหนึ่งก็มี หนองขุ่น ด้านหนึ่งก็มี หนองหมากแซว ทางนี้ก็มี กุดตะลับ กุดก้อม กุดมันปลา แล้วก็มี บึงคา แล้วก็มี หนองบัว มีหลายทำเลในการทำมาหากินท่านก็เลยเลือกตั้งถิ่นฐานที่นี่

 

เนื่องจากว่ากลุ่มคนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองกาฬสินธุ์ เมืองกระมะลาไสยนี้ ท่านอพยพมาจากเวียงจันทน์ ประเทศลาว ประเพณีที่สันนิษฐานว่าจะมาจากฝั่งลาวก็คือ ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีแข่งเรือ ประเพณีบุญบั้งไฟ อันนี้จะปฏิบัติกันมาตลอดตั้งแต่ตั้งเมืองกระมะลาไสย

 

อีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความสนุกสนานก็คือประเพณีกลองเส็ง หรือเส็งกลอง อันนี้มีมาพร้อม ๆ กันกับเมืองกระมะลาไสยที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ ประเพณีก็สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วกลองที่ใช้เส็งนี้ก็ไม่มีที่อื่นทำเหมือนลักษณะนี้ เพราะจะเป็นกลองใบยาว สูง และตีหน้าเดียว กลองเส็งนี้จะมีในบุญบั้งไฟ ในงานแข่งเรือ โดยจะเอากลองเส็งกันเป็นคู่ ๆ แต่คนที่ตีจะมีคนเดียวและตีสองมือ กลองนี้จะมีเสียงดัง ถ้ากลองใครเสียงดังแหลมกว่า ดังกว่า และมีเสียงนุ่ม ๆ อยู่ข้างในก็จะเป็นผู้ชนะ

 

กลองเส็งนี้ส่วนใหญ่จะอยู่กับหมู่บ้านนั้น ๆ ที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้ เขาจะเก็บรักษาเอาไว้ สำหรับเส็งแต่ละปี แต่กลองที่เส็งนี่กลองเก่าคงจะไม่เหลือ เขาจะทำใหม่ไปเรื่อย การเส็งกลองนี้จะมีมาพร้อมกับบุญบั้งไฟ ในงานบุญบั้งไฟจะมีการเส็งกลองทุกครั้ง จะมีการเอาบั้งไฟนี้ไปถวายพระเจ้าใหญ่ที่วัดกลางกระมะลาไสย เวลาถวายบั้งไฟแก่พระเจ้าใหญ่ก็จะมีการเส็งกลองด้วย เพื่อว่าให้ผู้คนไปรวมกัน ให้มีจิตใจคึกคะนอง สนุกสนาน แล้วต่อจากนั้นเมื่อถวายแล้วก็แห่กลับ แล้วรุ่งขึ้นเช้าก็แห่ไปจุด

 

วัดกลางนี้ คือ วัดปฐมเกษาราม เป็นวัดที่สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองกระมะลาไสย มีพระเจ้าใหญ่เป็นพระประธาน ซึ่งพระเจ้าใหญ่นี้ เป็นพระประธานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคู่บ้านคู่เมืองที่ราษฎรทั้งหลายทั้งปวงเคารพสักการะ หากเกิดเหตุติดขัดอะไรก็จะไปบนบานพระเจ้าใหญ่ แล้วก็จะได้รับความสำเร็จสมปรารถนาทุกประการ

 

ความหมายของเมืองกระมะลาไสย (กมลาไสย)
ทางตอนใต้ของเมืองกระมะลาไสย จะมีสระบัวขนาดใหญ่ ที่มีดอกบัวเต็มสระ สันนิษฐานว่าเจ้าเมืองคงเห็นดอกบัวจำนวนมากในสระรอบ ๆ เมืองนี้ จึงขนานนามเมืองนี้ว่า เมืองกมลาไสย หรือ กระมะลาไสย ถ้าจะแปลก็ได้ความว่า เป็นเมืองที่เป็นที่อยู่ของดอกบัว และเมืองนี้ในฐานะที่ว่าเป็นผู้ที่สืบทอดต่อ ๆ มาถึงปัจจุบันนี้ ก็เข้าใจว่าเมืองกมลาไสยนี้เป็นเมืองที่สงบที่สุดในบรรดาเมืองต่าง ๆ แม้แต่ผู้ร้าย หรือว่าโจรขโมยก็ไม่มี คดีอุกฉกรรจ์แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ไม่มี ทุกคนอยู่อย่างสงบ อยู่อย่างสามัคคีกัน พร้อมเพรียงกัน ทำอะไรก็ทำร่วมกัน

 

แล้วก็มีอาชีพคือ การเกษตรหรือการทำนา ก็ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ก็ประสบความอุดมสมบูรณ์ มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย เป็นผู้ที่ใจบุญสุนทาน เกี่ยวกับเรื่องศาสนานี้ ทุกคนภายในบ้านในเมืองนี้จะพากันไปวัดทุกครั้งที่มีงานบุญ จะเป็นบุญที่เกี่ยวกับบุญเป็นประเพณีหรือบุญทั่วไปคนอำเภอนี้จะไปกันทุก ๆ ระยะ ทุกเวลา และไม่มีการรังเกียจ ไม่มีการผิดพ้องหมองใจกันในเรื่องการทำบุญ ทุกคนก็ต่างยึดมั่นในพระพุทธศาสนาตลอดมา เพราะฉะนั้น ในฐานะที่ว่าเป็นคนรุ่นหลังที่เห็นท่านปฏิบัติกันมาก็ภาคภูมิใจ และมีความภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ในเมืองกมลาไสยนี้จะมีสถานที่ ที่ให้การยึดเหนี่ยวทางใจคือ หลักเมือง มเหสักข์ (มเหศักดิ์) อันนี้ก็มีอยู่ตลอดเป็นที่รวมน้ำใจของคนทุกคนตลอดมา

 

เมืองโบราณสมัยอดีตกาล และตำนานเมือง
บ้านเสมานี้ แต่เดิมชื่อ บ้านก้อม บ้านก้อมนี้ น่าจะเป็นเมืองเก่าสมัยทวาราวดี และเข้าใจว่าบริเวณนี้คงจะเป็นน้ำเสียเป็นส่วนมาก แล้วคงจะมีดอน เป็นที่ดอนบ้าง เมืองนี้ก็มีประวัติความเป็นมา เป็นตำนานบ้านก้อมที่เก่าแก่ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก โดยที่ว่า พระยาฟ้าแดด มีลูกสาวชื่อว่านางฟ้าหยาด และนางฟ้าหยาดนี้ก็จะมีเจ้าเมืองต่าง ๆ มารุมรักหลายคน แต่นางฟ้าหยาดนี้กลับไปมีความรักอยู่กับท้าวเชียงสา

 

ซึ่งตอนหลังได้รักลอบได้เสียกัน ซึ่งพ่อของนางฟ้าหยาดก็ไม่พอใจ จนเกิดการทำศึกสงครามกัน และนางฟ้าหยาดก็ได้ทราบข่าวว่าท้าวเชียงสาถูกฆ่าตายในที่รบ นางฟ้าหยาดจึงตรอมใจตายตาม และร่องรอยแห่งความรักของคนทั้งสองนี้ก็มี อนุสาวรีย์ที่พระยาฟ้าแดดสร้างไว้ให้เป็นที่ระลึก คือ พระธาตุยาคู พระธาตุยาคูนี้อยู่ที่เมืองฟ้าแดด ส่วนเมืองสงยาง เป็นเมืองของน้องชายของพระยาฟ้าแดด

 

ผู้ร่วมสงครามให้กับพระยาฟ้าแดด ซึ่งเป็นผู้ฆ่าเชียงสาตาย หลังจากที่ท้าวเชียงสาตาย และนางฟ้าหยาดตายตามไปแล้ว พระยาฟ้าแดด ก็มีความเสียใจจึงเลิกทำสงครามแล้วหันมาทำนุบำรุงศาสนา อันนี้ก็จะเห็นร่องรอยโดยที่ว่า พระธาตุยาคู เป็นที่ระลึกถึงลูกสาวเป็นที่รวมจิตใจของตนในบ้านในเมืองนั้น และเมืองที่สร้างขึ้นก็จะมีร่องรอยเห็นอยู่ทั่วไปคือ มีฐานของเจดีย์ต่าง ๆ และฐานของโบสถ์ วิหาร ซึ่งสามารถที่จะไปดูได้ทุกเมื่อในขณะนี้ ก็สมกับที่เมืองกาฬสินธุ์ได้นำไปเป็นคำขวัญว่า เมืองฟ้าแดดสงยาง ก็มาจากตำนานเรื่องนี้

 

ขอบคุณต้นเรื่อง : นางรำไพ อัมมะพะ ชาวกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

 
 
   
  ผู้โพสต์ : เว็บมาสเตอร์ อีสานไกด์ ดอทคอม
 
  เรื่องอื่นที่น่าสนใจ
 
เรื่องย่อ นางสิบสอง
นางสิบสองเป็นลูกเศรษฐี ซึ่งมีใจเมตตากรุ...
14 มิ.ย 2559 21:28 น.
ผู้ชม 651 0 ความคิดเห็น
เรื่องย่อ ขวานฟ้าหน้าดำ
นานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งชื่อว่า อุทัย มีภ...
14 มิ.ย 2559 21:04 น.
ผู้ชม 469 0 ความคิดเห็น
 
เรื่องย่อ สิงหไกรภพ
ณ นครโกญจา พระเจ้าอินณุมาศและพระนางจันท...
14 มิ.ย 2559 21:22 น.
ผู้ชม 563 0 ความคิดเห็น
เรื่อง อุทัยเทวี
ณ นครใต้บาดาลอันเป็นเขตปกครองของ พญานาค...
31 พ.ค 2559 19:30 น.
ผู้ชม 574 0 ความคิดเห็น
 
 เรื่องย่อ พระทิณวงศ์31 พ.ค 2559 19:23 น.
 เจ้าหญิงนกกระจาบ31 พ.ค 2559 14:41 น.
 อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย07 พ.ย 2558 17:52 น.
 อุทยานแห่งชาติภูเรือ26 ส.ค 2558 13:54 น.
 อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร25 ส.ค 2558 13:33 น.
 อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร25 ส.ค 2558 10:53 น.
ค้นหาข่าวพิมพ์เลยที่นี่
 
 
 
 
เรื่องย่อ นางสิบสอง
 
เรื่องย่อ สิงหไกรภพ
 
เรื่องย่อ ขวานฟ้าหน้าดำ
 
เรื่อง อุทัยเทวี
 
เรื่องย่อ พระทิณวงศ์
 
 
 
 
 
ตำนาน พญานาคราช เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ
 
ประเพณีบุญข้าวจี่
 
นิทานพื้นบ้าน นางผมหอม
 
ตำนานม้าคำไหล บ้านธาตุเมืองอุดรธานี
 
ตำนานทุ่งกุลาร้องไห้ ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่
 
 
 
 
ติดต่อสอบถาม แนะนำติดชมเว็บ แจ้งปัญหาการใช้งานและ สนใจลงโฆษณา ติดต่อได้ที่ เว็บมาสเตอร์ อีสานไกด์ ดอทคอม คลิกที่นี่
 
         
 
 
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : ประวัติตั้งเมืองกระมะลาไสย(อำเภอกลมลาไสย)
   
 
 
ร่วมแสดงความคิด :
ชื่อ :
อีเมล :
ข้อความ :
ภาพ :
กรอกรหัส :
 
   
 
เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น
ข้้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ webmaster@esanguide.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้